ผมแบ่งการพยากรณ์เอาเองออกเป็นกลุ่มใหญ่ก่อน คือ หนึ่งพวกที่ใช้วิธีโหราศาสตร์ คือ ใช้เวลา (ซึ่งรวมถึงจังหวะของเวลาด้วย) อีกพวกไม่ใช้โหราศาสตร์ ก็ไม่ใช้เวลานั่นแหละ อาจจะใช้ จิต ใช้ญาณหยั่งรู้ ใช้ผี วิญญาณ อะไรแบบนั้น พวกนี้แม่นกว่าโหราศาสตร์ แต่วัดไม่ได้ คำนวณไม่ได้ ไม่แน่นอนเท่า ตรวจสอบไปอดีต อนาคตยาก ถ่ายทอดความรู้ยาก ฯลฯ อาจจะเรียกว่าพยากรณ์ศาสตร์ (หรือ บางอย่างเป็นไสยศาสตร์ด้วย) พวกพยากรณ์ศาสตร์มักจะเชื่อว่า อนาคตนั้นบังเกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว ดูตอนท้ายข้อเขียนนี้ ในที่นี้จะพูดแต่พวกโหราศาสตร์ก็แล้วกัน
1. โดยทฤษฎี พวกที่ใช้โหราศาสตร์ จะใช้ เวลา ในการศึกษา เวลาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โหราศาสตร์จึงใช้การศึกษาธรรมชาติ โดยวัดตามเวลาและจังหวะของเวลา โหราศาสตร์แบ่งออกเป็น 2 พวก คือ หนึ่ง พวกที่ยึดเอาปรากฏการณ์ที่อยู่ในธรรมชาติเป็นเครื่องมือศึกษา เช่น ดวงดาว กระแสธาตุ พวกที่สอง ศึกษาจากวงรอบของปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่สอดคล้องกับเวลา หรือ ความเปลี่ยนแปลงใดๆในธรรมชาติก็ได้ เมื่อเทียบกับเวลา ทั้งสองพวกนี้มีทั้งไทยและสากล พวกแรกที่ศึกษาดวงดาวนั้นกว้างขวาง แบ่งออกเป็น 3 พวก หนึ่งที่ใช้ระบบดาวเคราะห์ในจักรราศีของดวงอาทิตย์ เป็นหลัก สอง ใช้ดาวฤกษ์เป็นหลัก สาม ใช้ดวงจันทร์ เป็นหลัก การศึกษาทั้งสามกลุ่มใช้กรรมวิธีที่แตกต่างกัน ส่วนพวกหลังอาจจะใช้อย่างอื่นนอกจากดวงดาว โดยจับจากวงรอบการเกิดขึ้นในธรรมชาติอื่นๆ เช่นอาจจะเป็น แสง สี เสียง ต้นไม้ สัตว์ หรือ ชีพจรมนุษย์ก็ได้
ดังนั้น รายละเอียดของแต่ละวิชาจึงมีมาก และส่วนใหญ่ก็จะใช้หลายหลักการมาผสมปนเปใช้ด้วยกัน พวกโหราศาสตร์ตะวันตก ยุโรป เอเซียกลางและเอเชียใต้ เช่น อินเดีย ที่ใช้ดวงดาวประเภทดาวเคราะห์ในสุริยจักรวาล มักจะใช้วิชาดาราศาสตร์เข้ามาร่วมด้วย จึงใช้มุมระหว่างดาว และการโคจรของดาว ที่มีปฏิสัมพันธ์กันและกัน ส่วนพวกโหราศาสตร์ทางเอเชียตะวันออก แบบจีน เกาหลี ญี่ปุ่น จะใช้ การเคลื่อนย้ายพลังงานใน ดาวฤกษ์มาร่วมด้วย ส่วนพวกที่เป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ พัฒนาระบบเรือนที่เกิดจากชีวิตมนุษย์ และวงจรธรรมชาติที่ไม่ได้ใช้ดวงดาว แต่ใช้วงรอบที่เกิดจากโลกและดวงจันทร์ โดยย่อๆ ถ้าว่าโดยทฤษฎี โหราศาสตร์ก็คงต้องสรุปได้แค่นี้
2. หากจะแบ่งประเภทตามที่มีการใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน จะรู้จักกันได้ดีกว่า อย่างศาสตร์พยากรณ์อื่นๆ ที่ ไม่ได้ใช้ดวงดาว หรือ อุปกรณ์ เช่น ลายมือ ลายเท้า นรลักษณ์ โหงวเฮ้ง ชีพจร อะไรแบบนี้ เป็นการอ่านจากธรรมชาติของชีวิตโดยตรง แต่อีกพวกที่ใช้ดวงดาว เช่น ใช้จักรราศี และดวงชะตา ก็อย่างโหราศาสตร์สากล โหราศาสตร์ไทย รังสีดาว (เช่น ยูเรเนียน) หรือจะใช้อุปกรณ์อื่นเช่น ไพ่ ใบไม้ เซียมซี เป็นการอ่านจากธรรมชาติของชีวิตทางอ้อม ในกลุ่มนี้ แยกออกได้เป็นอีก 3 ทาง คือ หนึ่ง พวกใช้ธาตุ (อย่างโหราศาสตร์ไทย จีน ส่วนใหญ่) สองพวกใช้ วงรอบธรรมชาติที่เกิดจากดวงดาว ได้แก่ วันเดือน ปี เช่น เลข 7 ตัว เลข 12 ตัว สาม พวกที่ใช้ ปัจจัยที่เกิดจากโลกหมุนเข้ารับพลังงาน เช่น พวกกลุ่มวิชาโลกหมุน พวกที่ใช้ธาตุในพวกแรก มีลูกหลานเยอะที่สุด ดูเหมือนที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน ราวๆ 15 16 วิชา (เท่าที่รู้) อ่านเพียงแค่นี้คงจะไม่ได้เพิ่มพูนความรู้เท่าไร วิธีที่จะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรจริงๆ ต้องลองทำตามดูให้ได้ทุกวิชา แล้วจึงจะรู้ว่า หลักการที่แบ่งแยกแต่ละวิชาเป็นอย่างไร เอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง ยังมีวิธีปลีกย่อยอีกหลายอย่าง ซึ่งบรรยายให้ฟังในที่นี้ไม่ได้หมด
3. ในแง่แนวคิด เหตุที่แต่ละวิชา แต่ละทาง ทั้งพยากรณ์ศาสตร์ และโหราศาสตร์ที่สามารถทำนายอนาคตได้นั้น ขึ้นอยู่แนวคิด หรือ ปรัชญา ซึ่งเป็นข้อถกเถียงกันมานานแล้ว การพยากรณ์อนาคต เกิดจาก ความคิดที่ว่า เหตุการณ์ในธรรมชาติ เปลี่ยนแปลงไปตาม เวลา หรือ กาล ซึ่งเป็นตัววัดการบังเกิดของเหตุการณ์ แต่มีปัญหาว่า กาล เป็นสิ่งลวงหรือไม่ หากกาลเป็นสิ่งลวง ก็อาจจะหมายความว่า อนาคตนั้นบังเกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว ไม่ได้เป็นผลจากอดีต และปัจจุบัน ดังนั้น เราจึงจะดูอนาคตเมื่อไรก็ได้ แต่ หากว่ากาลไม่ใช่สิ่งลวง อนาคตก็จะเป็นสิ่งที่เกิดจากอดีต และปัจจุบัน เวลานี้หลักโหรที่เราใช้อยู่จึงแบ่งพวกออกเป็นสองพวก พวกแรก ทำนายอนาคต ด้วยการอ่านอนาคตที่มีอยู่แล้ว พวกหลัง ทำนายอนาคต ด้วยการพิจารณาผลของกรรมหรือ การกระทำในปัจจุบัน พวกไหนถูกผิดไม่รู้ เพราะมีเหตุผลมากมายทั้งสองฝ่าย อธิบายไปก็ยังไม่เป็นประโยชน์ตอนนี้ แต่ส่วนใหญ่พวกพยากรณ์ศาสตร์มักจะเชื่อว่า อนาคตนั้นบังเกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว ต้องอธิบายกันยาว
ที่มา กระทู้คุยกันสบายๆ .ตามประสาโหราศาสตร์ไทย
โดย อ.วรกุล www.horathai.com
|