|

ไสยศาสตร์-การเข้าทรง...
.....ไสยศาสตร์ เป็น ศาสตร์ ใหญ่พอๆกับโหราศาสตร์ มีปรัชญา มีหลักการพื้นฐานของศาสตร์ ลูกของศาสตร์เราเรียกว่า วิชา เช่น วิชาเคมี วิชาฟิสิกส์ เป็นลูกของวิทยาศาสตร์
ใช้หลักพื้นฐานเดียวกับวิทยาศาสตร์ ไม่ได้บัญญัติใหม่ คำว่า ไสย แปลว่า วิเศษ หรือ ดีเลิศ เป็นคำของพวกพราหมณ์ คนโบราณจึงศึกษาไสยศาสตร์
เพราะค้นพบความพิเศษต่างๆในธรรมชาติ แบบเดียวกับเราศึกษาวิทยาศาสตร์ในสมัยนี้ บังเอิญความพิเศษเหล่านี้
เป็นคุณสมบัติทางนามธรรม ที่เรามองเห็นได้ด้วยจิต ไสยศาสตร์จึงกลายเป็นความลึกลับ ชี้ให้ใครเห็นไม่ได้ หลักวิชาที่แท้จริงจึงหายสาบสูญไป เหลือแต่พิธีกรรม
และวิธีการที่เราเองไม่รู้เบื้องหลัง
เวลาใครเอาไสยศาสตร์มาทำให้เราดู เราเห็นแล้วรู้สึกทึ่ง
แปลกใจ ก็พอๆกับ
นักวิทยาศาสตร์เอาทีวี ไปให้คนป่าดู คนป่าก็ทึ่ง
แปลกใจพอๆกันกับเรานั่นเอง
1 / เรื่องการทรง เป็นไสยศาสตร์ จริงเท็จแล้วแต่คุณสมบัติของคนทรง หากตัดพวกปลอมทรงออกไป คนทรงคือคนที่สามารถรับรู้สิ่งที่เป็น ผลิตผล จากจิตวิญญาณได้หลายแบบ ตั้งแต่เจตสิกทั่วไป ไปจนถึงจิตวิญญาณที่อยู่ได้ด้วยกรรม ทั้งรูปธรรม
และนามธรรมนั้น มีองคประกอบ และสาเหตุที่เกิดขึ้นได้หลายอย่าง ในตัวเราทุกคน
เต็มไปด้วยรุปธรรมและนามธรรมที่ซับซ้อนมากมาย คำว่า รูป นั้น
อาจจะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นก็ได้ ไสยศาสตร์บางสาย สอนว่า
มนุษย์เรามี กาย อยู่ 5
ชั้น ได้แก่ กายเนื้อ (กายวัตถุ) กายวิญญาณ กายอุปาทาน กายธรรม (ธรรมกาย) และ
กายราหู(กายอวิชชา) ซึ่งกายแต่ละชั้นมีคุณสมบัติที่ต่างกัน ที่เขาทำคุณไสย แก้กัน รักษาโรค
หรือทำอะไรแปลกๆก็ใช้บางชั้นกายนี่แหละ แต่ที่เหมือนกันทุกชั้น คือ
จะมีการระวังป้องกันโดยจิตและกรรมของเจ้าของเอง แต่ กาย บางชั้น เมื่ออ่อนแอลง นามธรรม หรือ รูปบางชนิดก็เข้าควบคุมแทรกแซงได้ การครอบทรง จึงเป็นการทำให้กายบางชั้นที่ต้องการ เข้าได้สะดวก แต่การครอบที่ไม่ดี ก็อาจจะทำให้กายนั้นเสียหายไปเลย หรือเปิดกว้างอ่อนแอต่อสิ่งที่ไม่ต้องการด้วย
ดังนั้น ทางการแพทย์ จะตรวจพบเสมอว่า คนทรง เกือบ 100%
มีความไม่ปกติทางกายหรือ สมอง เมื่อรักษาทางยา
หรือให้สารเคมีที่พร่องไป เขาก็จะกลับมาเหมือนคนปกติได้เอง วิทยาศาสตร์จึงเชื่อว่าการทรงเกิดจากการป่วยของคนผู้นั้น แต่ไสยศาสตร์สามารถทำให้สารเคมีในสมองพร่องไปได้ชั่วคราว รวมทั้งสารสื่อประสาทบางชนิดที่จำเป็นต้องใช้ทางประสาทรับรู้ เราจึงสามารถใช้ไสยศาสตร์ระดับล่าง เสกอะไรให้เห็น
หรือปรากฏบางสิ่งต่อหน้าได้ ก็คล้ายกับป้อนข้อมูลจากหน่วยความจำเทียม ผ่านเข้าซีพียู
ให้ออกทางมอนิเตอร์คอมพิวเตอร์นั่นเอง
ที่เขาเข้าทรง เจ้า หรือ เทวดา กันทุกวันนี้
เป็นคำยกย่องเท่านั้น จิตวิญญาณที่มาเข้าทรงจำนวนมากเป็นวิญญาณที่ไม่หมดกรรม เป็นโอปปาติกะเร่ร่อนก็มี ผี เปรต
วิญญาณเหล่านี้มักสำคัญผิดว่าตนเองเป็น คนโน้น คนนี้ ในประวัติศาสตร์บ้าง ในวรรณคดีบ้าง เพราะกรรมปรุงแต่งไป คนทรงเองก็มักมีกรรม
หรือ กำลังชีวิตอ่อนลง ทำให้กายภายในอ่อนแอ มีคนทรงส่วนน้อยมากส่วนหนึ่งจึงเข้าทรงเทพเทวดาได้ แต่หายากมาก ยิ่งเข้าทรงเทพองค์สูงๆเช่น
พระพรหม พระนารายณ์ หรือ
พระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นนามธรรมละเอียด ยิ่งเกือบจะไม่มีเลยเพราะทำไม่ได้ ทั้งนี้เพราะคนทรงเทวดาที่มีจริง
แม้จะมีคุณสมบัติพิเศษหาได้ยาก ก็ยังไม่สามารถทรงนามธรรมระดับนี้ได้
ปัจจุบัน องค์ที่ลงทรงได้จริง เกือบทั้งหมด จึงเป็นองค์ พระรัศมี ซึ่งเป็น ภาค หรือ อวตาร คือ
นามธรรมที่องค์เทพแผ่มาด้วยบารมี เท่านั้น องค์พระรัศมี
จะมีภาวะที่หยาบกว่า สามารถแฝงในกายบางชั้นของคนเราได้ เราจึงมักเห็นคนทรงสองคน
ที่กำลังเข้าทรงองค์เทพเดียวกัน คุยกันได้
นั่นเป็นพระรัศมีทั้งคู่ หากองค์จริงเสด็จมา องค์พระรัศมีจะหายหมด ยกเว้นท่านอยู่ได้เท่านั้น จริงๆแล้ว
คนที่ป่วยอยู่ หรือดวงไม่ดี ไม่ควรไปดูการทรง เพราะหากเป็นการเข้าของผี เปรต ก็ทำให้กายภายในป่วยได้ง่าย ทั้งทางกายและทางจิต หรือ
เป็นการลงทรงองค์เทพจริง ก็อาจจะทำให้กายอ่อนแอเจ็บป่วยได้เช่นกัน หมอจีน เรียกว่า ชง เหมือนกัน
2 / การเข้าทรง
ผิดพุทธศาสนาแน่ครับ ไม่ว่านิกายไหน แต่ปัจจุบันเกิดสัทธรรมปฏิรูปมาก ทำให้พระสงฆ์บางนิกายเข้าทรงก็มี บางศาสนาถือเอาว่า
พระพุทธเจ้าเป็นองค์อวตารของพระนารายณ์ บางพุทธนิกายก็เชื่อตามไปด้วย ที่จริงแล้ว
พระพุทธเจ้าทรงสอนสติปัฏฐาน ให้เรามีสติในกาย เวทนา จิต และธรรม กาย ในที่นี้ ใน ไสยศาสตร์ แปลความว่า คือกายทุกชั้นด้วย ทำให้บางนิกายตีความในสติปัฏฐานที่ให้มีสติ เห็นกายในกาย ว่าหมายถึงกายทั้งหมดนี่เอง
ธรรมดาเมื่อกายเนื้อ ภายนอกสุดดับ กายภายในตั้งแต่กายวิญญาณลงไปอาจจะดับช้ากว่าเพราะเป็นกัมมชรูป
(รูปอันเกิดแต่กรรม) เหมือนกัน กายภายในสุดท้าย คือธรรมกาย หรือ กายธรรม ก่อนที่เข้าถึงจิต ยังมีกรรมแรงอยู่ ก็อาจจะทำให้วิญญาณคงอยู่
(ในกายที่เหลือ แสดงรูปได้ไม่เต็ม) หลงว่าตนเองยังมีกาย หรือ
เร่ร่อนแสวงหากาย เพื่ออาศัย จึงเป็นสาเหตุของการทรงในคนทรง
ที่มีกายบางชั้นอ่อนแอ ในการทำพิธีกงเต้ก เมื่อพระท่านสวดให้วิญญาณได้รับรู้ สัจจธรรม แล้ว ท่านจึงประกาศเตือนให้วิญญาณสำนึกรู้ตัวเองว่า
บัดนี้กายเนื้อตายไปแล้ว ไม่ใช่ของตนเองอีก เมื่อวิญญาณรู้สำนึกความจริง ก็จะได้ละทิ้งกายทั้งหมด ไปสู่โลกุตระ(พุทธภาวะ)ที่ท่านชี้ทางให้ หรือไปสู่สุคติตามสมควร
ศาสนาพุทธแปรเปลี่ยนไปนานแล้ว ทั้งในอินเดีย จีน ทิเบต ไทย มนตร์ ทุกอย่างก็เป็นไสยศาสตร์
แม้ที่เรียกว่า พุทธมนตร์ ก็ตาม ต่างจาก คาถา ที่เป็นคำประพันธ์ เราสวดคาถาได้ แต่คนส่วนมากคิดว่าสวดมนตร์ การสวดมนตร์ของไสยศาสตร์มีวิธีพิเศษนะครับ ต้องฝึกจึงจะได้ผล แต่มักใช้กันผิดทาง พระเกจิท่านจึงสวดมนตร์ได้ผลมากกว่าเรา การทรงอะไร จึงถือว่าไม่ดีทั้งนั้น
เพราะพุทธศาสนาสอนให้มีสติคุ้มครองกายและจิต ไม่ทำอะไรโดยสติหายไป ดังนั้นการเข้าทรงจึงผิดศาสนาพุทธ การแก้ทรง ทางไสยขาว มักแนะให้ใช้วิธีทางพุทธคุณ อาจจะต้องสวดพระคาถาพาหุง หรือ หากทรงเทวดา
ก็แก้โดยสวดโพชฌงคปริตร หากไม่มีผู้ชำนาญมาช่วย แต่หากรุนแรง ร่างกายทำงานพร่องไป
อาจจะต้องปรึกษาร่วมกับแพทย์ทางจิตเวช
ให้ยาบางอย่างร่วมด้วย
ที่มา กระทู้ คุยกันสบายๆ..........ตามประสาโหราศาสตร์ไทย โดย อ.วรกุล www.horathai.com
|